CEO เผยแผนอนาคตของ SO ตอบโจทย์โลกดิจิทัล

CEO   เผยแผนอนาคตของ SO ตอบโจทย์โลกดิจิทัล

บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการ Outsource Service ให้แก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน มีเป้าหมายที่จะปรับกลยุทธ์ของบริษัท เพื่อให้เติบโตรองรับการแข่งขัน และนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ เพื่อให้เข้ากับกับยุคดิจิทัลมากขึ้น โดย คุณณัฐพล วิมลเฉลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทฯ ได้กล่าวถึงแผนของบริษัท ในการประชุมสามมัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2565 ที่จะปรับเปลี่ยนภายในปี 2025 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า โดยจะปรับเปลี่ยนและพัฒนา 3 ส่วนหลัก ได้แก่

  1. BPO Consultant องค์กรจะปรับเปลี่ยนจาก Outsource Service เป็นบริการ BPO หรือ Business Process Outsourcing ปรับระบบการทำงานขององค์กรลูกค้า พร้อมเป็น Consultant ที่ปรึกษาให้องค์กรธุรกิจ
  2. Communication of Talents and jobs เป็นตัวเชื่อมระหว่างตลาดแรงงาน ปรับเปลี่ยนโดยนำเทคโนโลยีมาใช้เป็น Technology workforce โดยเริ่มเจรจากับหลายมหาวิทยาลัยทำศูนย์ฝึกอบรมสำหรับโปรแกรมเมอร์ เพื่อพัฒนาเว็บไซต์ให้เข้ากับยุคปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น และทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก
  3. Sandbox for start-up สนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัปในเมืองไทย โดยจับมือกับบริษัทชั้นนำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทข้ามชาติ บริษัทเรามีการส่งคน เข้าใจระบบการทำงาน เข้าใจความต้องการและรับรู้ปัญหาต่างๆ รู้จักมาตรฐานความปลอดภัยของบริษัทต่างๆ ดังนั้น บริษัทฯ จึงสนับสนุน ทั้งด้านการลงทุน และขยายตลาดให้บริษัทสตาร์ทอัปต่างๆ

ด้าน คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กรรมการด้านยุทธศาสตร์ของ SO และประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจประเทศไทยว่า ในอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัลจะใหญ่ขึ้น เศรษฐกิจทางกายภาพจะเติบโตลดลง จึงจำเป็นต้องทำ Digital Tranformation ขึ้นมา

ในอนาคต หากประเทศไทยจะเป็น Digital Hub ของอาเซียนได้ จะต้องเริ่มต้นที่ "ดิจิทัลอินฟราสตรัคเจอร์" หรือโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ให้พร้อม ขณะนี้ บริษัท สยามราชธานี สยามราชธานี มีศักยภาพที่จะเป็น "Digital Infrastructure" ของเมืองไทย โดยพัฒนาเรื่องของ Human Capital เพิ่มศักยภาพบุคลากร จะไม่สามารถมีนวัตกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัลใหม่ได้ถ้าไม่เริ่มที่ “คน” ต้องมีการ Reskill และ Upskill พัฒนาคนเพื่อตอบสนองความต้องการแรงงาน พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เกิดการแข่งขันกับต่างชาติได้ ทำให้ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้น

ดังนั้น SO เป็นบริษัท Outsource บุคลากร ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับหลายองค์กร เพราะแต่ละบริษัทจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคดิจิทัล จึงต้องพัฒนาทั้งคนและเทคโนโลยี

อีก 5 ปีข้างหน้า ทุกบริษัทจะมีการปรับแผนธุรกิจ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามา SO จึงพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือ World class cloud base Application ลดต้นทุนให้บริษัทต่างๆ ปรับระบบการทำงานให้ดีขึ้น ไม่ใช่เพียงส่งคนอย่างเดียว แต่ส่งเทคโนโลยี เข้าไปบูรณาการระบบการทำงานให้องค์กร เพิ่มความสามารถในการผลิตได้ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถปรับตัวได้กับเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital Economy ในอนาคต นอกจากนี้ ยังต้องสร้าง Outsource Platform เพื่อที่จะพัฒนา Business Model ให้สอดคล้องกับโลกอนาคต

)